โครงการ แว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ
 
 
โครงการ “แว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ” เกิดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างห้างแว่นท็อปเจริญและมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย เพื่อสนองพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญและต้องการช่วยเหลือผู้สูงวัยที่มีปัญหาทางสายตาและอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร โดยผู้สูงวัยเหล่านี้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้อย่างปกติ ซึ่งจะเป็นภาระแก่ลูกหลานและคนในครอบครัวในอนาคต จึงได้ดำริให้จัดตั้งโครงการ “แว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ” ขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถประกอบอาชีพและเลี้ยงดูตนเองได้ดีขึ้น ไม่เป็นภาระต่อบุตรหลานและยังสามารถเลี้ยงดูบุตรหลานได้ด้วย ซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นสำหรับผู้สูงวัย ที่จะได้รับโอกาสในการช่วยเหลือตรวจวัดสายตาประกอบแว่น ผ่านการดำเนินงานโดยทีมผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมืออันทันสมัยจากห้างแว่นท็อปเจริญ ที่ได้ลงพื้นที่ดำเนินการตรวจวัดสายตาพร้อมประกอบแว่นให้ใหม่แก่ผู้สูงวัยทั่วประเทศ
 
นโยบายและทิศทางการดำเนินโครงการฯ
ห้างแว่นท็อปเจริญและมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย จะร่วมกันปฏิบัติภารกิจในการให้ความช่วยเหลือผู้สูงวัยที่ประสบปัญหาสายตาในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทุกภาคของประเทศอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 10 ปี นับตั้งแต่ ปี 2552 – 2562 โดยในแต่ละพื้นที่จะมีผู้ได้รับบริการครั้งละประมาณ 400 คนขึ้นไป
ในการคัดเลือกผู้สูงวัยเพื่อเข้ารับบริการตามโครงการฯ นั้น จะได้รับความร่วมมือจากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกกลุ่มผู้สูงวัยในถิ่นทุรกันดารต่างๆ ทั่วประเทศ ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไปและต้องการความช่วยเหลือด้านสายตา โดยจะประสานความร่วมมือกับ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ของจังหวัดนั้นๆ เพื่อคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามารับบริการในแต่ละครั้งของการลงพื้นที่
 
ระยะเวลาในการดำเนินโครงการ
ช่วงที่ 1 ตั้งแต่ ปี 2552 - 2557 รวมระยะเวลา 5 ปี 
ช่วงที่ 2 ตั้งแต่ ปี 2558 - 2562 รวมระยะเวลาต่อเนื่องอีก 5 ปี
รวม 2 ช่วงโครงการฯ 10 ปีเต็ม 
 

โครงการ “แว่นตาเพื่อน้อง”
 
 
“โครงการแว่นตาเพื่อน้อง” เกิดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างห้างแว่นท็อปเจริญและมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย เพื่อสนองพระราชประสงค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานกรรมการอำนวยการมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย เพื่อให้ความช่วยเหลือเยาวชนที่มีปัญหาด้านสายตาในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ ให้มีสุขภาพตาที่ดีขึ้น สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติและได้รับการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเยาวชนอันจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ผ่านกิจกรรมลงพื้นที่ตรวจสุขภาพดวงตาและประกอบแว่นใหม่ โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมเครื่องมืออันทันสมัยจากห้างแว่นท็อปเจริญ ตลอดระยะเวลา 10 ปีเต็ม นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557-2566 
 
“โดยนับตั้งแต่ริเริ่มโครงการฯ ในปี พ.ศ.2557 โครงการฯ ได้ออกหน่วยบริการ ตรวจสุขภาพดวงตา ตรวจวัดสายตาและประกอบแว่นใหม่ ด้วยอุปกรณ์และเครื่องมืออันทันสมัยโดยผู้เชี่ยวชาญและชำนาญการ เพื่อมอบแว่นสายตาให้แก่เยาวชนเป็นประจำ เดือนละ 1 ครั้ง โดยมีจำนวนเยาวชนที่เข้ารับบริการเฉลี่ยครั้งละ 500 คนขึ้นไป โดยหากพบเยาวชนที่มีปัญหาโรคตาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยแว่น ทางโครงการฯ จะส่งตัวผู้ป่วยเหล่านั้นเข้ารับการรักษาต่อที่ ‘ศูนย์รักษาตาท็อปเจริญ’ โดยไม่คิดค่าบริการรักษาแต่อย่างใด ซึ่งในขณะนี้ โครงการฯ ได้ส่งต่อความช่วยเหลือแล้วรวมกว่า 15,000 ราย โดยภายในปี พ.ศ.2566 โครงการฯ ตั้งเป้าจะส่งต่อความช่วยเหลือให้กับเยาวชนครอบคลุมทั่วประเทศเพิ่มเป็น 35,000 ราย ซึ่งคาดว่าจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้” 
 
นายแพทย์นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์รักษาตาท็อปเจริญ กล่าวเสริมว่า “ปัญหาทางด้านสายตาที่พบมากที่สุดในเด็กไทยที่มีอายุระหว่าง 5 - 18 ปี คือ ปัญหาสายตาสั้นเทียม โรคตาขี้เกียจ และโรคตาเข/ตาเหล่ โดยปัญหาสายตาสั้นเทียมมักพบบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในยุคปัจจุบัน เนื่องจากในยุคนี้เราใช้การมองระยะใกล้กันมากขึ้น โดยเฉพาะอุปกรณ์มือถือ ทั้งจอเล็กและจ้องดูใกล้ ที่สำคัญเพ่งจ้องดูกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน ไม่ละสายตา รวมถึงจ้องดูในบริเวณที่มีแสงน้อยๆ ดังนั้นดวงตาจึงต้องใช้กล้ามเนื้อเพ่ง ต้องทำงานเกร็งตลอดเวลา ทำให้ไม่คลายตัว อีกปัญหาเรื่องโรคตาขี้เกียจ มีมักพบในเด็กเล็กช่วงวัยเตรียมเข้าโรงเรียน โดยคุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตได้จากพฤติกรรมการจ้องมองสิ่งของรอบตัวของเด็ก อาจลองปิดตาเด็กที่ละข้างแล้วตรวจดูว่าการมองเห็นใกล้เคียงกันไหม ถ้าพบลักษณะผิดปกติดังกล่าวอาจต้องพาลูกไปพบจักษุแพทย์ โรคตาขี้เกียจนี้มีผลทำให้ การพัฒนาซีกสมองส่วนการมองเห็นไม่สมบูรณ์ เนื่องจากมองเห็นภาพข้างนั้นไม่ชัดเจน นานวันสมองซีกนั้นจะหยุดการพัฒนาการมองเห็น และเป็นผลทำให้ความสามารถในการมองเห็นสิ้นสุดลงจนอาจเป็นตาเขในระยะยาว
 
และสุดท้ายคือโรคตาเข/ตาเหล่ ซึ่งเป็นอาการของการรวมภาพของดวงตาทั้งสองข้างไม่ดี โดยมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์  ปัญหาสายตา อุบัติเหตุที่ตาหรือโรคทางสมอง รวมทั้งพฤติกรรมของตัวเด็กเอง อาทิ การชอบนอนอ่านหนังสือ เป็นต้น ซึ่งเป็นผลทำให้เด็กกลุ่มนี้กะระยะได้ไม่ดี และเมื่อเติบโตขึ้นอาจมีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม ไม่มั่นใจและมักขี้อาย โรคตาเขในบางครั้งอาจเป็นตลอดเวลาหรือบางครั้งอาจเป็นแบบซ้อนเร้น ซึ่งอาจปรากฎในช่วงที่อ่อนเพลีย ส่วนการตรวจรักษาโดยจักษุแพทย์จะตรวจวินิฉัยว่าเด็กเป็นโรคตาเขประเภทใด กล้ามเนื้อกลอกตามัดไหนมีปัญหา มุมเขมากน้อยเท่าไร และมีปัญหาสายตาอื่นร่วมด้วยหรือไม่ ส่วนใหญ่จักษุแพทย์จะรักษาต้นเหตุของตาเขก่อน และสุดท้ายจักษุแพทย์จะผ่าตัดกล้ามเนื้อตาเพื่อให้ตาตรงต่อไป”
 
“เพราะการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ฉะนั้นจึงขอฝากถึงเยาวชนไทยทุกคนให้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้สายตาอย่างเหมาะสม ถึงแม้ว่าโลกในยุคปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงไปมาก มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งสมาร์ทโฟน  แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ เข้ามาช่วยให้การเรียนรู้เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น แต่การใช้สายตาจับจ้องมากเกินไปก็อาจจะเกิดโทษได้”
 

โครงการ แว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้
 
  
 
“โครงการแว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้” สนองงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ถูกริเริ่มและก่อตั้งขึ้นโดยห้างแว่นท็อปเจริญ ร้านแว่นตาที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 60 ปี เพื่อให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง และทรงมีพระราชดำรัสให้ยืดถือปฏิบัติว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านการศึกษา ด้านการส่งเสริมอาชีพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ด้านสาธารณสุขและด้านสังคมสงเคราะห์
 
ห้างแว่นท็อปเจริญจึงขอน้อมนำพระราชกรณียกิจทางด้านสาธารณสุขและด้านสังคมสงเคราะห์ดังกล่าว มาจัดตั้งโครงการฯ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหาด้านสายตาที่มีฐานะยากจน ผู้ประสบปัญหาและผู้สูญเสียในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ให้มีสุขภาพตาที่ดีขึ้น มองเห็นชัดเจนขึ้น สามารถประกอบอาชีพและดูแลตนเองได้ ทั้งยังไม่เป็นภาระของตนเองและสังคมอีกด้วย ผ่านการดำเนินงานของทีมหมอสายตา ผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาและเครื่องมืออันทันสมัยลงพื้นที่ดำเนินการตรวจวัดสายตา ตรวจอาการเจ็บป่วยของดวงตา พร้อมประกอบแว่นใหม่ฟรีให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2557-2562 รวมระยะเวลา 5 ปี โดยได้ดำเนินการไปแล้วเป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2557-2560
 
ทั้งนี้ เพื่อให้กลไกในการดำเนินโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง จึงได้ร่วมมือกับภาคีพันธมิตรอย่าง “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า” ในการดำเนินงานสานต่อโครงการฯ ร่วมกับห้างแว่นท็อปเจริญ ในปีพ.ศ. 2561-2562 เป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อให้ครบกำหนดและตรงตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ โดยจะลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนครั้งละประมาณ 500 คนต่อครั้ง ทุกๆ 3 เดือน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา ได้รับการตรวจวัดสายตา และได้รับแว่นตาฟรีที่มีค่าสายตาที่ถูกต้อง ทั้งยังนำประโยชน์ของแว่นตาไปใช้ในการประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองได้ เพิ่มความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตประจำวัน และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป
 

หน่วยบริการเคลื่อนที่
 
ห้างแว่นท็อปเจริญ บุกเบิกรถ “อายแคร์ โมบาย เซอร์วิส” แห่งแรกและแห่งเดียวของไทย ชวนตรวจสุขภาพสายตาฟรีกับหน่วยตรวจเคลื่อนที่ โดยหมอสายตาและผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา
 
 
ห้างแว่นท็อปเจริญ ชวนน้องๆ และประชาชนทั่วไปตรวจสุขภาพสายตาฟรีที่ “หน่วยตรวจสุขภาพสายตาเคลื่อนที่” (Eyecare Mobile Service) แห่งแรกและแห่งเดียวของไทย ที่เราได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้างศักยภาพในการให้บริการนอกสถานที่ เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงบริการด้านสายตา โดยเยาวชนและประชาชนทั่วไปจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาดวงตา การใช้ดวงตาในการอ่านหนังสือ การทำกิจกรรม และใช้ดวงตาสำหรับเครื่องมือสื่อสารยุคใหม่จากทีมหมอสายตาและผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาระดับมืออาชีพ พร้อมการตรวจวัดสายตา วัดความดันตา ตรวจตาบอดสี และกิจกรรมร่วมสนุกเพื่อรับของรางวัล รวมถึงรับส่วนลดพร้อมแว่นตาในราคาสุดพิเศษอีกด้วย ทั้งนี้เรายังเตรียมวางแผนเดินหน้าให้บริการตรวจสุขภาพสายตาฟรีแก่คนไทยทั่วประเทศ
 
  
 
“เพราะเราห่วงใยดวงตาของคุณ เฉกเช่นดวงตาของเรา” เราจึงปรารถนาให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพตาที่ดีเช่นกัน เตรียมพบกับรถ “อายแคร์ โมบาย เซอร์วิส” จากแว่นท็อปเจริญได้ทุกที่ใกล้คุณ